Sunday, March 24, 2019
แฟรนไชส์

Otteri ร้านสะดวกซัก นวัตกรรมบริการ ลูกค้ายุคดิจิตอล

สภาพสังคมและไลฟ์สไตล์ของคนที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ กวิน นิทัศนจารุกุล มั่นใจว่าถึงจังหวะเวลาอันดีที่จะเปิดตัว “Otteri” แฟรนไชส์ร้านสะดวกซัก กับสังคมไทย หลังจากโมเดลธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จมาแล้วทั่วโลก ทั้งในทวีปยุโรปและอเมริกา ก่อนข้ามฝั่งมาให้บริการคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กวิน นิทัศนจารุกุล

“ร้านสะดวกซักเข้าที่สิงคโปร์ก่อน ตามด้วยมาเลเซีย ใช้เวลาเพียง 3 ปี สามารถขยายได้ถึง 3,000 สาขา ในขณะที่ประเทศไทยมีขนาดใหญ่กว่ามาเลเซีย 2 เท่า เราจึงคิดว่าน่าจะเปิดร้านได้ถึง 5,000 สาขา ภายในเวลา 3 ปี” กวินเล่า

ต้นแบบร้านสะดวกซัก Otteri ตั้งอยู่ที่ จ.สมุทรสาคร ปีกว่าๆ ที่กวินเปิดร้านให้บริการ พร้อมศึกษากลุ่มผู้บริโภคและทดลองตลาดไปในตัว เขาพบว่าแก่นแท้ของธุรกิจนี้คือ สะอาด-สะดวก-สบาย กล่าวคือ ผ้าต้องสะอาด แห้งและหอมจริง โดยเลือกเครื่องซักผ้าฝาหน้ามาให้บริการ แม้ลงทุนสูงกว่าเครื่องซักผ้าฝาบน แต่ข้อดีคือประหยัดน้ำ ซักสะอาด ทั้งยังละลายผงซักฟอกได้ดีกว่า

นอกจากนี้ ลูกค้าต้องสามารถเข้าถึงร้านได้สะดวก การเลือกทำเลจึงมีความสำคัญ เพราะส่งผลต่อกลุ่มเป้าหมายด้วย หากจับตลาดบนเกินไปธุรกิจก็ไปไม่รอด ถ้าจับตลาดล่างก็เป็นกลีมผู้บริโภคก็ซักมือ ดังนั้น กวินจึงจับลูกค้าตลาดกลาง ตั้งร้านอยู่ใกล้ชุมชน อีกทั้งภายในร้านต้องสบาย มี Free Wi-fi เป็นบริการพื้นฐานให้กับลูกค้ายุคดิจิตอล

“เราจะสังเกตว่าปัจจุบันมีคอนโดมิเนียมขึ้นเป็นจำนวนมาก น้ำยาปรับผ้านุ่มก็โฆษณาเรื่องตากผ้าตอนกลางคืนแล้วไม่เหม็นอับ นั่นแสดงว่าผู้บริโภคไม่มีเวลา และมีพฤติกรรมซักผ้าในตอนกลางคืน ธุรกิจของเราจึงน่าจะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้”

กวิน ยกตัวอย่างเช่น ครอบครัวหนึ่งมีสมาชิกรวม 4 คน ซักผ้าประมาณ 24 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ หากซักด้วยเครื่องซักผ้าฝาบนซึ่งมีอยู่เครื่องเดียวที่บ้าน จะต้องใช้เวลาซัก 8 รอบ เพราะต้องแยกผ้าสี ผ้าขาว รวมเวลาซักและตากทั้งหมด 16 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่ถ้ามาที่ร้านสะดวกซัก ซึ่งมีเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญไว้บริการหลายเครื่อง จาก 16 ชั่วโมง จะเหลือเพียงแค่ชั่วโมงเดียว เท่ากับช่วยประหยัดเวลาไปได้มาก

แต่ด้วยความที่เป็นบริการใหม่ กวินจึงพยายามออกแบบตกแต่งร้านสะดวกซักสัญชาติไทยให้เป็นมิตรกับผู้บริโภค ด้วยการนำสัตว์อย่าง “นาก” มาสร้างเป็นคาแรกเตอร์การ์ตูนน่ารักๆ ประจำร้าน ตั้งชื่อว่า Otteri

“ที่ผ่านมายังไม่มีใครใช้ ‘นาก’ มาก่อน จึงเป็นเรื่องง่ายที่เราจะเป็นเจ้าของสัตว์ตัวนี้ และทำการตลาดออนไลน์ บุคลิกนากรักสนุก ว่องไว มีความขี้เล่นแบบว่า ‘เรื่องรักไม่เกี่ยว…นากซักอย่างเดียว’ น่าจะถูกใจ ‘ผู้หญิง’ ซึ่งเป็นคนที่มีอำนาจในการตัดสินใจในธุรกิจเรา ถ้าผู้ชายมาซักผ้า แสดงว่าผู้หญิงสั่งให้มาซัก เราจึงออกแบบตกแต่งร้านให้สดใส น่ารัก เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายนี้”

ร้านสะดวกซัก Otteri ออกแบบเรียบง่ายในโทนสีฟ้า อบอุ่นด้วยวัสดุจากไม้ ซึ่งเป็นการตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่นที่กวินมองว่าน่าจะถูกกับรสนิยมคนไทย ไฟดาวน์ไลท์ให้อารมณ์เหมือนนั่งอยู่ในร้านกาแฟมากกว่าร้านสะดวกซัก เนื่องจากเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง เขาจึงติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อสร้างความอุ่นใจให้กับลูกค้า พร้อมความรู้สึกสะดวกสบาย มีเครื่องแลกเหรียญ เครื่องขายผงซักฟอกอัตโนมัติไว้บริการเสร็จสรรพ ลูกค้าเพียงแค่นำเสื้อผ้ามาใส่เครื่องซักอย่างเดียวเท่านั้น

กวิน นำธุรกิจร้านสะดวกซักไปเปิดตัวในงาน Thailand Franchise & Business Opportunities 2016 ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สร้างกระแสให้คนถามหาร้านต้นแบบ ก่อนวันเปิดร้านให้บริการสะดวกซัก เขาก็จัดแจงวางแผนทำการตลาดด้วยโปรโมชั่น ซักฟรี 3 วันแรก ประกาศผ่านเฟซบุ๊กหาลูกค้าทางออนไลน์

“ตอนเปิดร้านสาขาแฟรนไชส์ที่ศรีนครินทร์ เราเปิดเครื่องซักตั้งแต่ 8 โมงเช้าวันนี้ ยัน 8 โมงเช้าของอีกวัน ผลตอบรับค่อนข้างดี ลูกค้าประทับใจเครื่องซักผ้าที่ดูไฮเทคและพรีเมียม ถึงจะผลิตจากจีน แต่เราสั่งผลิตแบบ Custom-Made สเปคและมาตรฐานตามยุโรป แต่คิดค่าซักเริ่มต้นที่ 40 บาท ซึ่งถือว่าถูกมากๆ ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย ช่วงเช้าเป็นนักศึกษา พ่อบ้าน แม่บ้านที่มาซักผ้า ราว 4 ทุ่มถึงเที่ยงคืน จะเป็นพนักงานออฟฟิศ เรียกว่าตลอด 24 ชั่วโมง มีคนนำผ้ามาซักตลอด”

ทั้งนี้ ร้านสะดวกซัก Otteri ไม่มีต้นทุนด้านพนักงาน เจ้าของธุรกิจสามารถบริหารจัดการได้คนเดียว เพียงทำความสะอาดร้าน อธิบายวิธีใช้เครื่องให้กับลูกค้า เพราะพฤติกรรมคนไทยส่วนใหญ่ไม่อ่านป้ายที่ติดไว้ จากนั้นก็ปล่อยให้เครื่องจักรทำงานอัตโนมัติ โดยบริษัทจะเข้ามาดูแลตรวจเช็คเครื่องให้ทุกๆ 2 เดือน

ในปีที่ผ่านมา กวินวางแผนจะเปิดสาขาร้านสะดวกซัก Otteri ทั้งหมด 5 สาขา ร้านแฟรนไชส์ 3 สาขา บริษัทดำเนินการเอง 2 สาขา ส่วนในปีนี้ตั้งใจจะขยายแฟรนไชส์ไปทั่วประเทศ โดยเน้นทำเลตามจังหวัดหัวเมืองใหญ่อย่าง เชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น กระบี่ เป็นต้น

โดยแฟรนไชส์แบ่งออกเป็น 2 ไซส์ ได้แก่ ไซส์ M พื้นที่ตึกแถว 1 ห้อง ลงทุน 1.8 ล้านบาท ไซส์ L พื้นที่ตึกแถว 2 ห้อง ลงทุน 2.7 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทแม่จะเป็นผู้ออกค่าตกแต่งร้านให้ทั้งหมด เพื่อให้ทุกสาขาอยู่ภายใต้ธีมเดียวกัน แต่อาจแตกต่างในรายละเอียดปลีกย่อย

“อย่างร้านสะดวกซักที่จะเปิดในซอยมหาดไทยจะมีร้านกาแฟในตัว เป็น Laundry Café เพราะย่านนั้นมีนักศึกษาเยอะ ถ้าเป็นสาขาตามชุมชนที่มีครอบครัวอยู่อาศัยจำนวนมาก เราจะนำเครื่องเล่นไปลง เช่น สไลเดอร์ ม้าโยก คาดว่าว่าธุรกิจจะคืนทุนได้ภายใน 2-4 ปี หากเปิดให้บริการในโลเคชั่นที่ถูกต้อง”

ทั้งนี้ การแข่งขันในธุรกิจร้านสะดวกซักชักในไทยชักเริ่มจะสนุก เพราะมีแบรนด์ดังจากมาเลเซียเข้ามาแชร์ตลาด แต่กวินก็ไม่หวั่นเพราะเชื่อว่าต่างก็มีลูกค้าของตนเองในแต่ละทำเล สิ่งสำคัญคือการรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ให้ได้ โดยปีหน้าเขาตั้งใจจะเพิ่มบริการใหม่ๆ เข้ามาผูกใจลูกค้า เช่น บริการ Drop Off หรือการนำผ้ามาทิ้งไว้ให้ทางร้านซักอบให้ รวมทั้งเปลี่ยนจากการหยอดเหรียญเป็นระบบการ์ด และสร้างระบบสมาชิก เพื่อให้ง่ายต่อการมอบสิทธิพิเศษและทำการตลาดกับสมาชิก เช่น วันเกิดซักฟรี 1 ครั้ง เป็นต้น